หนังเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศภาพที่แตกต่างจากบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่คุ้นตากัน
ด้วยการย้อนไปเล่าจุดกำเนินของไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเผ่าอเมซอนที่อยู่บนเกาะลึกลับ
เป็นเผ่าที่มีแต่นักรบหญิงที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเทพซูสเพื่อเตรียมรับมือกับแอรีส
ลูกชายของซูสที่เป็นเทพแห่งสงครามหลังจากโดนซูสกำจัดไปแล้วในอดีตกาล
และอาจจะกลับมาสร้างวิกฤตให้กับโลกมนุษย์อีกครั้ง
ไดอาน่าปรากฎตัวในภาพเด็กน้อยที่มีความสนใจอยากฝึกฝนการต่อสู้
จึงได้รับการฝึกสอนจากแอนทีโอพีน้าสาวจนแข็งแกร่ง เราได้เห็นไดอาน่าในสามช่วงวัย
จากเด็กน้อยเป็นเด็กโตแค่ไม่กี่นาที แล้วก็กลายเป็นแกล
กาด็อตที่โชว์ลีลาเหาะเหินให้ดู ไม่นานผู้พันเทรเวอร์ก็ปรากฎตัวมา
เครื่องบินของผู้พันตกใกล้เกาะอเมซอนไดอาน่าเห็นเหตุการณ์และช่วยชีวิตเทรเวอร์ไว้ได้
และตามมาด้วยฉากต่อสู้ของเหล่านักรบหญิงอเมซอน
เป็นฉากรบฉากแรกที่ลากยาวและเต็มไปด้วยแอ็คชั่นเท่ ๆ ของเหล่านักรบรุ่นป้า
ชาวอเมซอนได้ทราบเรื่องราวของสงครามโลกที่เกิดจากการรุกรานของลูเดนดอร์ฟนายพลเยอรมัน
ไดอาน่ามั่นใจว่านายพลคือร่างหนึ่งของแอรีสและขอติดตามเทรเวอร์ออกไปกำจัดนายพล
เราก็เลยได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นผู้หญิงวิ่งนำผู้ชายเป็นฝูง
ช่วงที่ไดอาน่าเหยียบย่างเข้าสู่ลอนดอน
เปิดโอกาสให้หนังสอดแทรกอารมณ์ขันได้มากขึ้น
กับมุกป้ำเป๋อแบบบ้านนอกเข้ากรุงของไดอาน่าที่ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่งทีได้พบเห็น
ฉากลองชุดได้โชว์มาดนางแบบของแกลให้ได้เห็นกันชัด ๆ สวยทุกชุดจริง ๆ
ช่วงนี้หนังได้เอ็ตต้า ผู้ช่วยของเทรเวอร์มาช่วยเติมมุกให้ได้ขำเล็ก ๆ กันบ้าง
หนังเปิดตัวละครอีก 3 นาย ในฐานะเพื่อน ๆ
ของเทรเวอร์ที่จะร่วมทีมเฉพาะกิจไปสังหารลูเดนดอร์ฟ แรกทีดูเหมือนทั้ง 3
จะมาช่วยเพิ่มสีสันให้กับหนังด้วยความสามารถที่แตกต่างทั้งสไนเปอร์มือฉมัง
พรานอินเดียนแดง และอดีตคอมมานโดที่ผ่านมาหลายศึก แต่จนแล้วจนรอดทั้ง 3
ก็ไม่ได้มีซีนที่ได้โชว์ความสามารถแต่อย่างใด
ชั่วโมงสุดท้ายหนังเข้าสู่โหมดแอ็คชั่นแบบเต็มตัว
นับตั้งแต่นาทีที่ไดอาน่าในชุดวันเดอร์วูแมนวิ่งลุยเดี่ยวเข้าสู่สนามรบ
และนับเป็นฉากที่ดีที่สุดเท่ที่สุดในเรื่องแล้ว
จากนี้เราก็ได้เห็นไดอาน่าโชว์ฉากต่อสู้อีกหลายฉาก
แต่ละฉากชื่นชมว่าออกแบบท่าทางการต่อสู้ออกมาได้พลิ้วไหวสวยงาม
แต่ที่ผิดหวังคือไคลแมกซ์ของเรื่องที่ไดอาน่าต้องเจอกับบอส 1 และการเผยตัวของบอส 2
ที่เหมือนจะเป็นเซอร์ไพรซ์ของเรื่องแต่กลับพาเรื่องไปแบบค่อนข้างหลุดโลก
จบด้วยฉากต่อสู้ด้วยการยิงแสงสีที่ปราศจากความรู้สึกตื่นเต้นและร่วมลุ้นแต่อย่างใด
แต่น่าจะตื่นตาสำหรับผู้ชมรุ่นเล็ก
ที่หนังดูจะห่วงใยผู้ชมกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อยถึงได้ออกมาเป็นเรต PG-13
กลายเป็นหนังที่ขาวสะอาดปราศจากมลพิษ ไม่มีเลือดให้เห็นแม้แต่หยดเดียว
ไม่มีคำสบถให้ได้ยินสักคำ ฉากที่ดูแล้วน่าจะล่อแหลมสุดกับเรต Pg-13
ก็คือฉากเปลือยของคริส ไพน์ ที่มีเพียงมือกุมจุ๊ดจู๋ไว้แค่นั้น
ผู้สร้างคงนึกว่ามีแบบนี้บ้างนะเพื่อเอาใจผู้ชมฝ่ายหญิง



No comments:
Post a Comment